เมื่อก่อนตอนที่คบกับใครสักคน แล้วต้องมีอันเลิกลากันไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ว่า


ความไม่เข้าใจ...
ความห่างไกล...
ความไม่รู้จักพอของตัวเอง....


ผ่านมาแล้ว...กี่วันกี่เดือนกี่ปี ที่ต้องอยู่คนเดียว ในวันที่มีความเหงาเป็นดั่งเงาตามตัว


เหลียวมองข้างกาย....ไม่มีใครสักคน
เสียงโทรศัพท์....ก็เงียบหาย
กดดูรายชื่อ...แต่ก็ไม่รู้ว่าจะโทรหาใคร
มีความคิดถึง....แล้วจะส่งให้ใคร


มันทำให้นึกย้อนมองกลับไปว่า



เลิกกันทำไมวะ....
แฟนคนนี้... เค้าก็ดีกับเราและรักเรามากนี้หว่า....
ทำไมแค่เรื่องโกหกเรื่องเดียว...จะยกโทษให้เค้าไม่ได้เลยเหรอวะ.....
นิสัยแบบนี้...กูน่าจะรับได้นะ....



ยอมรับว่าที่เลิกกันไปเพราะตัวเองซะมากกว่า
เพราะคิดว่า



จะหาใหม่ได้....



แต่แล้ว...วันเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆเหมือนเข็มนาฬิกาที่ไม่เคยหยุดเดิน


ติ๊ก...ต็อก
ติ๊ก...ต็อก
ติ๊ก...ต็อก


ไม่มีหรอก....ที่จะหาใหม่ได้และดีกว่าเก่า.....หากเรายังไม่ยอมหยุด

 

หยุด....ที่จะมองหาคนใหม่ต่อไปเรื่อยๆ
หยุด....เพื่อเก็บเอาหัวใจดวงนี้ไว้ให้เค้าคนนั้น
คนที่เอาความรักมาให้ และเราก็มีความรักให้เค้าเช่นกัน 

 

จงรักและให้เกียรติกัน อย่าคิดว่าเลิกกันแล้ว จะหาใหม่ได้ง่ายๆ
ถ้าคิดเช่นนั้น...ย่อมไม่มีวันจบสิ้น...เป็นวัฏจักร



ถามใจตัวเอง...ว่าต้องการ " ความรัก " หรือ " ความใคร่ "



หากเป็นความรัก
คุณก็จะได้ คนรัก คนที่เข้าใจ อยู่ข้างคุณเสมอ ไม่ว่าคุณจะเป็นอย่างไร
เงาเหงาก็จะกลายร่างมาเป็นคน...คนที่คุณสามารถสัมผัสเคลียคลอลูบไล้
ลมหายใจแผ่วเบาเมื่อลิ้มรสจูบ...เกิดเป็นความใคร่ที่สร้างจากความรักจริงๆของคนทั้งสอง
เป็นความสุขที่ใครหลายคนอยากจะเรียนรู้



หากคุณเลือกความใคร่
คุณอาจพอใจกับการให้ความสุข" ทางกาย " มากกว่าการให้ความสุขแก่ " หัวใจ " ของคุณ
แต่คงมีสักวัน...ที่ความเบื่อหน่ายจะเข้ามาเยี่ยมเยือน แล้วคุณจะร่ำร้องเรียกหารักก็อาจจะสายเกินไปในเมื่อ...รักนั้นอาจจะเลยผ่านคุณไปแล้วก็ได้ เมื่อครั้งที่มีใครคนหนึ่งเลือกความรักให้คุณ
แต่คุณกลับเลือกความใคร่ให้กับตัวเอง



จงถามใจตัวเอง...ว่าคุณต้องการ " ความรัก " หรือ " ความใคร่ "

 

ปล. บทความนี้ผมเขียนไว้เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 นี้ เพราะผมเองเพิ่งจะตาสว่างมองเห็นความจริง เห็นนิสัยสันดานของตน เลยรู้สึกสำนึกเสียใจในสิ่งที่ทำไป จึงอยากจะเขียนเอาไว้เตือนใจตัวเองว่าได้เลือกอะไรไว้แล้ว

จากไอ้แห้งสู่ไอ้ล่ำ

posted on 23 Jul 2009 16:37 by ihusky  in Fit

ได้มีโอกาสดูรูปตัวเองสมัยสิบปีที่แล้ว ตกใจแทบช็อกลงไปนอนดิ้นอยู่บนพื้นถนนให้รถเหยียบตาย ไอ้ผีตายซากผอมแห้งในรูปนี้ตัวกูหรือนี้ ทำไมมันถึงดูรันทดอดอยากเหมือนเด็กขาดสารอาหารในประเทศยากจนเยี่ยงนี้ แต่ละรูปดูแทบไม่ได้ หน้าก็มีแต่สิว ผิวก็เป็นหลุมดาวอังคาร หัวกบาลดันเถิกอีก ชีวิตบัดสบสิ้นดี ช่วงเวลานั้นมีแต่เรียน กิน เที่ยว ไม่เคยมีความคิดที่จะออกกำลังกายเลย

 

เพื่อนชวนเตะบอล

.

.

.

อืม........ไม่ล่ะ

 

เพื่อนชวนตีแบต

.

.

.

อืม.........ไม่เอา

 

เพื่อนชวนว่ายน้ำ

.

.

.

เดี๋ยวนั่งรอข้างสระล่ะกัน (หุหุหุ)

 

เพื่อนชวนแดกเหล้า ..........ไปดิ(ตอบสนองอย่างรวดเร็ว)

 

และด้วยความที่ครอบครัวทางบ้านก็พอมีฐานะอยู่บ้าง ไม่ได้อดอยาก อาหารการกินก็สมบูรณ์ดี แต่ไม่ยักจะมีใครอ้วนสักคน ใช่แล้วครับ พวกเราเป็น Metabolism Family (ตระกูลนี้ย่อยสลายง่าย) เป็นความสัตย์จริง ไม่ว่าพ่อ แม่ หรือน้องสาว ไม่มีใครอ้วนเลย ดูเหมือนว่าร่างการของเราจะทำหน้าที่เป็นเตาเผาชั้นดีเยี่ยม มันเผาผลาญทุกอย่างสิ้นซากไม่มีเหลือ ไม่ว่าจะกินอะไรเข้าไปก็หายวับไปในทันที ยกครอบครัวไปกินบุฟเฟ่หมูกระทะกัน ตักมามีแต่ของมันๆทั้งนั้น หมูสามชั้นงี้ ไก่ติดหนังงี้ กินไปเถอะ กินจนร้านเค้าเจ๊งปิดกิจการหนีไปก็ยังไม่อ้วนเลย

 

เมื่อย้อนไปประมาณ 5 ปีก่อนผมหนักอยู่ประมาณ 54-55 กิโล สูง 170 กินเท่าไหร่ แม่งก็ไม่อ้วน ผอมเป็นไม้จิ้มฟันผ่าครึ่งอยู่นั้นแหละ ดูสาระรูปตัวเองไม่ได้เลย อยากจะมีเนื้อมีหนังอวบๆอย่างคนอื่นมั่ง และแล้วสวรรค์ก็ได้ประทานพรให้ได้พบเจอกับท่านปรมาจารย์สำนักยิมแห่งหนึ่ง ท่านได้แนะนำและพาเข้าสู่ยุทธจักรแห่งกำลังภายใน ท่านสอนการใช้พลังหมัดดัมเบลคู่สู้วารี ท่านโชว์ท่าผีเสื้อโบกสะบัดสยบนาคา แล้วยังสอนท่าบาทาหยุดอัคคีให้อีก หลากหลายกระบวนท่าที่ศิษย์ผู้นี้ได้ซึมซับเอาไปใช้ บวกกับความพยายาม ความอดทน ที่ต้องฝึกฝนอาทิตย์ล่ะ 3-4 วันมาตลอดจนถึงบัดนี้ แทบไม่อยากจะเชื่อว่าร่างกายตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้เชียวหรือ นมเป็นนม ไหล่เป็นไหล่ ที่เซอร์ไพรซ์มากที่สุดก็คงจะเป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 60 กิโล อย่างน่าอัศจรรย์ใจ จากไอ้แห้งไม้เสียบผีตอนนั้นกลายมาเป็นไอ้ล่ำในตอนนี้ที่ดูดีขึ้นมาหน่อยในเรื่องของรูปร่าง ไม่นับรวมเรื่องหน้าตาที่ยังห่วยเหมือนเดิม ก็พอจะมีสายตาเหลียวมองบ้าง ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาววัยกระเตาะยันแม่เฒ่าวัยเกษียณ หรือหนุ่มแท้หนุ่มเทียมหนุ่มนะคะ ก็ยังเหลือบมอง

 

ผมเดาเอาว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมานั้น มันมาจากการขยายตัวของมัดกล้ามเนื้อทั่วทุกส่วนสัดของร่างกาย(ขอสงวนไม่พูดเรื่องเจ้าช้างน้อย เอิ้กๆๆ) ซึ่งเป็นผลจากการออกกำลัง การยกน้ำหนัก รวมถึงการดูแลเรื่องอาหารซึ่งก็เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งเช่นกัน ผมจึงอยากจะเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ที่ต้องการเพิ่มน้ำหนักให้กับตัวเอง อยากให้สู้และอดทน ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ใช่ว่ากล้ามมันจะโตขึ้นมาได้ภายใน 3 วัน มันต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างตัวเองเป็นขั้นเป็นตอนไป จงอดทนไว้เพื่อความภูมิใจในอนาคตข้างหน้ากับรูปร่างที่ดูดีของเรา

 

 

กูไม่มี

posted on 22 Jul 2009 00:35 by ihusky  in Fun

 

 

 

กูไม่มีรถขับ  จะไปไหนมาไหนก็นั่งรถเมล์ 

ร้อนหน่อย แต่ก็ไปถึงเหมือนกัน ของงี้มันอยู่ที่ใจเว้ย

 

กูไม่มีคอนโด(มีแต่คอนดอมวะ)  ก็กูยังไม่พร้อม

เช่าอพาร์ทเม้นอยู่  ก็สบายใจดี ไว้มีข้อต่อไปค่อยซื้อ

 

กูไม่รวย ไม่ไฮโซ ฐานะดี แค่มีเงินซื้อข้าวแดก

ก็พอแล้ว จะถูกหรือแพงก็อิ่มเหมือนกันล่ะวะ


กูไม่หล่อ ไม่เท่ แค่มีหู ตา แขน ขา อวัยวะ

ครบสมบูรณ์ กูก็พอใจล่ะ จะเอาอะไรมากวะ

มีแค่นี้ก็ดีถมไป

 

กูไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีอะไร เป็นแค่

พนักงาน IT ลูกกระจ็อก แต่กูก็หาเงินเอง

ไม่ได้ขอใครนี้หว่า


กูไม่เที่ยวกลางคืน นานๆไปที ไปแล้วเมื่อย

ไปแล้วเมา เสียตังก์ เสียเวลา เสียสุขภาพ

 

กูไม่ใช่คนดีไรมาก แต่ก็ไม่ได้เลวอย่างหมา

ไม่มีสร้างภาพ ตอแหล ชอบก็บอกชอบ

ไม่ชอบก็ไม่ชอบ


กูอาจจะไม่มีอะไรดีๆเหมือนคนอื่นเค้า

 

แต่กูก็มี “ หัวใจ ” รัก เศร้า เหงา เหี้ย 

เป็นเหมือนกัน...

 

 

 

เขียนไว้นานนมจนโตเท่าแคนตาลูปแล้ว พอดีช่วงนั้น Hurt อยากเขียนอะไรประชดตัวเองหน่อย ให้มันเจ็บช้ำหัวใจเล่นๆ อาจจะแรงบ้างคงเพราะอารมณ์ชั่ววูปเท่านั้น

 

อัพเดท : ตอนนี้ตกงาน กลับมาอยู่บ้าน และ ไม่เหงาใจอีกต่อไปแล้ว......ยะฮู้